วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

๑๐. นรกภูมิ หลวงปู่ท่องนรก

   นรกภูมิ
หลวงปู่ท่องนรก
หลวงปู่คำคนิง จุลมณี

จากประวัติ “หลวงปู่คำคนิง จุลมณี” วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยว่า มีคราวหนึ่ง หลวงปู่คำคนิงกล่าวว่า ท่านประมาทไปไม่สนใจร่างกายของตนที่เจ็บออดๆแอดๆ มาตลอดพรรษา เมื่อท่านเข้าฌานสมาบัติอยู่ในถ้ำคูหาสวรรค์ ริมฝั่งโขงไปได้สิบกว่าวันแล้ว ไม่ฉันอาหารอะไรเลย ปรากฏว่าสังขารนั้นทนรับไม่ไหว หัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ มีความรู้สึกด้วยสติปัญญาว่า สังขารของเราถึงกาลแตกดับเสียแล้ว แต่ท่านสติยังดี ไม่ตกใจหวั่นกลัวความตายแม้แต่น้อย
จิตวิญญาณของท่าน ! พอวูบวาบออกจากร่างก็ไปรวดเร็วมาก ไม่สนใจไยดีร่างกายเดิมที่หมอบฟุบอยู่บนอาสนะเลย เหมือนคนเราถอดเสื้อผ้าตัวเก่าทิ้งไว้แล้วไปใส่ชุดใหม่ไปเที่ยวนั่นแหละ ! สติของท่านตามจิตวิญญาณไป สตินี้เป็นตัวปัญญาเบื้องสูง เป็นตัวบังคับบัญชาจิต สติของอาตมาตามจิตไป จิตวิญญาณของท่านเดินไปอย่างรวดเร็วมาก ทางที่ไปนั้นเป็นทางสายใหญ่กว้างขวางมาก ความรู้สึกของจิตวิญญาณบอกว่า ทางสายนี้กว้างถึง ๘,๐๐๐ วา เป็นทางไปสู่ “ศาลาพันห้อง”
ศาลาพันห้อง เป็นศาลาใหญ่โตมโหฬาร เป็นศาลากลางแห่งโลกวิญญาณ มีถนนใหญ่กว้างถึง ๘,๐๐๐ วา จำนวน ๘ สาย พุ่งตรงไปยังศาลาพันห้องนี้ ท่านเห็นผู้คนทั้งชายและหญิงลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มสาว และเฒ่าแก่เดินหลั่งไหลตามกันไปแน่นถนน มองสุดลูกหูลูกตา มองเห็นแต่หัวดำบ้าง หัวหงอกบ้าง ทองบ้าง นับไม่ถ้วน คล้ายตัวไหมนับล้านๆตัว ในกระด้งใหญ่ที่เขาเลี้ยงตัวไหมตามหมู่บ้านในชนบท ดูไปอีกทีคล้ายฝูงมดปลวก ผู้คนมากมายเหลือคณานับ มีทั้งแขกจีนไทยฝรั่ง ทุกเชื้อชาติศาสนา

 ทุกคนเดินไปเงียบกริบ ไม่มีใครพูดจากัน ท่านได้พบพ่อแม่ที่ตายไปนานแล้วเดินรวมอยู่ในหมู่วิญญาณ ได้แต่มองดูกัน ไม่อาจพูดทักทายกัน คล้ายต่างฝ่ายต่างกลายเป็นคนใบ้ เมื่อถึงประตูทางเข้าศาลาพันห้องที่รวมคนบาปและคนบุญ มีทหารยามตัวสูงใหญ่ผิวดำถือหอกสามง่ามเป็นประกายแปลบปลาบ ! คล้ายเปลวไฟลุกไหม้ ทหารยามพูดกับหลวงพ่อคำคนิงว่า “สร้างเวรสร้างกรรมพอแล้วหนอ หลวงพ่อถึงได้มาทางนี้”
ว่าแล้ว ! ก็เอาหอกสามง่ามจี้หน้าอกหลวงพ่อไว้เกิดควันฉุยไหม้เสื้อผ้าแต่ไม่รู้สึกเจ็บ ทหารยามหลายคนในที่นั้น ต่างก็ใช้หอกสามง่ามจี้หน้าอกร่างวิญญาณทุกร่าง เข้าใจว่าคงเป็นการประทับตราที่หน้าอก ก่อนให้ผ่านเข้าไปในศาลาพันห้อง ตรงประตูทางเข้าชั้นใน หลวงพ่อได้พบครูบาอาจารย์เก่าๆ หลายท่านที่มรณภาพไปนานแล้วถูกควบคุมตัวเพื่อมาชำระโทษ ได้แต่มองหน้ากัน ทักทายกันไม่ได้ เพราะพูดไม่ออก ปากเป็นใบ้ จ่ายมบาลนำตัวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ศาลาพันห้อง ร่างวิญญาณเข้าไปแออัดยัดเยียดมองสุดลูกหูลูกตา พญายมบาลนั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นประธาน เอื้อมมือไปแตะที่กองสมุดบัญชีเล่มใหญ่เท่านั้น สมุดก็เปิดปั๊ปๆ ขึ้นเองอย่างรวดเร็วพอถึงรายชื่อของใคร? สมุดก็หยุดให้พญายมบาลอ่าน พญายมบาลบอกว่า “มนุษย์พูดอะไรกันอยู่ในโลกมนุษย์ คำพูดทุกคำของมนุษย์แต่ละคนจะมาปรากฏขึ้นในสมุดบัญชีของยมโลกโดยอัตโนมัติ ถ้าใครพูดจากันเรื่องธรรมะ การทำบุญสุนทรทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ตัวหนังสือจะมาปรากฏเด่นชัดเป็นพิเศษในสมุดของยมโลก”
สระขุมนรก
เมื่อยมบาลเปิดบัญชีดูแล้ว ก็หันมาประกาศกับร่างวิญญาณทั้งหลายว่า “เฮ้ย ! พวกเจ้า ทำไมเนื้อตัวสกปรกแท้เว้ย ! โน่น สระน้ำอยู่โน่น ! พวกเจ้ารีบพากันออกไปอาบน้ำชำระกายให้สะอาดเสียก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาพบข้า รีบออกไปเร็วๆ ข้าเหม็นทนไม่ไหวอยู่แล้ว !
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็สำรวจดูร่างตัวเองแล้วได้พบด้วยความตกใจว่า “ร่างวิญญาณของแต่ละคนเปรอะเปื้อนเลอะเทอะเต็มไปด้วยอุจจาระ ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่ว ไม่รู้ว่าอุจจาระนี้เปรอะเปื้อนได้อย่างไร?” สระน้ำนั้นกว้างใหญ่ น้ำใสกระจ่างเหมือนกระจก กลางสระมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม ทุกคนต่างพากันกระโดดลงในสระน้ำ หลวงปู่คำคนิงกระโดดลงไปปรากฏว่าน้ำลึกแค่หัวเข่า น้ำในสระนั้นร้อนลุกเป็นไฟแดงฉานไหม้แข้งขาทันที !
หลวงปู่คำคะนิงตกใจ ! บังเกิดความปวดร้อนอย่างแสนสาหัส ต้องรีบกระโจนขึ้นไปยืนบนฝั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วไฟไหม้แข้งขาก็ดับไป ความปวดร้อนหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ร่างวิญญาณคนอื่นๆ พากันจมลึกลงไปในสระน้ำ แล้วบังเกิดเป็นเปลวไฟลุกไหม้พรึ่บขึ้น แดงฉานโชติช่วงไปทั้งสระ คล้ายกับว่าน้ำในสระเป็นน้ำมันเบนซินไป ร่างวิญญาณของคนเหล่านั้นไม่ได้ตายไปทันที หากแต่พากันดิ้นรนกระเสือกกระสน ส่งเสียงโอดโอยโหยหวนสยดสยองอยู่ในสระน้ำ เป็นภาพที่สยดสยองเหลือที่จะกล่าว หลวงปู่คำคนิง รู้ได้ในบัดดลว่าที่แท้สระน้ำนี้เป็น “ขุมนรก ! ขุมแรก สำหรับทดสอบบาปบุญคุณโทษของพวกวิญญาณนั่นเอง จ่ายมบาลนายหนึ่งเดินตรงเข้ามานิมนต์หลวงปู่ซึ่งได้เคยสั่งสมบุญไว้ไม่น้อย ให้กลับเข้าไปเฝ้าพญายม

เศษกรรม
หลวงปู่คำคนิงกลับเข้าไปในศาลาพันห้อง ใจคอไม่ดี รู้แน่แก่ใจแล้วว่าที่นี่เป็นด่านเมืองนรก ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เลย ที่ท่านต้องกระโดดลงไปในสระนรกนั้นเมื่อตะกี้นี้ ทั้งนี้เพราะท่านเชื่อมั่นในตนเองว่า เป็นภิกษุผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เคร่งอยู่ในพระธรรมวินัย ไม่เคยทำบาปให้สรรพสัตว์ใดต้องลำบากเลย แม้แต่มดตัวแดงแมลงตัวน้อย ก็ไม่เคยทำให้มันตาย เพราะทราบว่าทุกสรรพสัตว์ล้วนมีชีวิตจิตใจ แต่อาจจะมีบ้างเมื่อเดินไปเหยียบมดปลวกตายโดยไม่เจตนาเพราะไม่เห็น เมื่อไม่มีเจตนาแล้ว ย่อมไม่ถือว่าเป็นบาป
เมื่อไปยืนอยู่หน้ายมบาลแล้ว พญายมบาลได้กล่าวด้วยเสียงดุห้าวทรงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว แต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมว่า “ตบะธรรมของหลวงพ่อแก่กล้าที่มาเมืองนรกนี้ เพราะเศษกรรมเก่าส่งผลให้ดับจิตจากโลกมนุษย์มายังโลกวิญญาณ แต่เมื่อดูบัญชีแล้วบารมีของหลวงพ่อนั้นยังมากอยู่ ยังไม่อาจพิพากษาตัดสินได้ในขณะนี้ สมควรที่หลวงพ่อจะกลับคืนสู่ร่างเดิมในโลกมนุษย์ไปสร้างบารมีให้เต็มสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมา นิมนต์กลับได้แล้วขอรับพระคุณเจ้า !


ชมนรกก่อนกลับ  
เมื่อออกมาจากศาลาพันห้องแล้ว ก็เกิดความรู้สึกว่าจะกลับถ้ำคูหาสวรรค์บนโลกมนุษย์เลย ก็เป็นการกลับมือเปล่า ! ควรเที่ยวดูชมเมืองนรกให้เป็นกำไรหูตาประดับสติปัญญาเสียหน่อยก็ดี คิดแล้วก็เดินไป พวกจ่ายมบาลทั้งหลายก็เปิดทาง อำนวยความสะดวกให้นิมนต์เลย พระคุณเจ้าอยากชมดูอะไร ? นิมนต์ตามสบาย หลวงปู่เล่าว่า “พวกจ่ายมบาลนี้ก็เหมือนเสมียนทำงานที่ว่าการอำเภอ หรือ ศาลากลางจังหวัด รวมทั้งเป็นผู้คุมนักโทษในเรือนจำด้วย ทำนองนั้นแหละ ! พวกเขามีจำนวนมากทำงานกันว้าวุ่นไม่ได้หยุดหย่อน เดินไปก็เห็นที่คุมขังชั่วคราวเรียงรายสุดสายตา ห้องคุมขังเป็นเหล็กก็รู้ว่าที่นี่เป็นที่คุมขังชั่วคราวรอการตัดสิน ยังไม่ใช่นรกขุมสำคัญๆ”

กรรมกาเม
เดินไปเห็นห้องๆหนึ่งมีนักโทษชายหญิงสองคนชายหนุ่มและหญิงสาวคู้นี้แก้ผ้าเปลือยกายโดยตลอด ยืนเหยียบอยู่บนเหล็กแหลมแดงๆ เผาไฟ เสียบทะลุฝ่าเท้าปากอ้ากว้าง มีเหล็กแดงเผาไฟแดงเสียบตรึงไว้ในลักษณะคล้ายอ้าปากคาบไว้ เบื้องบนศีรษะมีเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ เสียบตรึงกลางกระหม่อมไว้ รอบๆ ข้างมีเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ ทิ่มแทงร่างกาย ใบหน้าหนุ่มสาวทั้งสองบิดเบี้ยว นัยต์ตาเหลือกถลน ส่งเสียงร้องครวญครางอ้อแอ้ บอกถึงความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสสกรรจ์สุดประมาณ กระดิกตัวก็ไม่ได้เพราะเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ ตรึงร่างกายไว้ทุกด้าน เพราะการลงโทษในเมืองนรกไม่มีตาย มีแค่วิสัญญีภาพชั่ววูบเดียว ! แล้วก็ฟื้นขึ้นมารับการทรมานต่อ หรือร่างกายแหลกสลายด้วยอานุภาพไฟนรก แต่ชั่วพริบตาก็เกิดร่างใหม่ขึ้นทดแทนเพื่อจะได้รับการทรมานต่อซ้ำๆ ซากๆ นับพันนับหมื่นปี
หลวงปู่ได้ถามจ่ายมบาลว่า “หนุ่มสาวทั้งสองนี้ทำผิดสถานใด ? ถึงต้องมารับโทษหนักหนาสาโหดในเมืองนรกเช่นนี้ ! จ่ายมบาลตอบให้ทราบว่า “หนุ่มสาวทั้งสองนี้สมัยยังมีชีวิตอยู่โลกมนุษย์ เป็นคนเจ้าชู้ ฝ่ายหญิงชอบนอกใจผัว คบชู้สู่ชายไม่เลือก ไม่นับถือศาสนาใดๆ ไม่เชื่อในศีลธรรมคุณงามความดีใดๆ เชื่ออยู่แต่ว่าเกิดมาเพื่อกิน เพื่อถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อสืบพันธุ์ ประเวณี และเพื่อนอนเท่านั้น อย่างอื่นไม่สำคัญ ชาตินี้ต้องหาความสุขใส่ตัวอย่างเดียว ตายแล้วก็หมดกัน ไม่มีชาติหน้า ไม่ต้องใช้เวร ใช้กรรมใดๆ”
“หญิงสาวผู้นี้เป็นมะเร็งในมดลูกตายเมื่ออายุ ๔๐ ปี เมื่อตายแล้วก็มาที่ศาลาพันห้องนี้ เพื่อรอการพิพากษาตัดสินจากพญายมบาลขั้นสุดท้าย แต่ก่อนการพิพากษาตัดสินนั้น ต้องถูกจำจองทรมานแบบนี้ไว้ก่อน”
“ฝ่ายชายหนุ่ม ! เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์เป็นคนเจ้าชู้ นักเลงเหล้า นักเลงผู้หญิง หลอกลวงพร่าพรหมจารีหญิง ปลิ้นปล้อนเอาทรัพย์ เป็นคนไม่มีศีลธรรม ไม่นับถือศาสนาใดๆ ถือคติว่า เกิดมาเพื่อกิน เพื่อขับถ่าย  เพื่อเสพกามารมณ์ และเพื่อนอน ตายแล้วสูญ ไม่มีชาติหน้า ไม่มีนรก สวรรค์ ก่อกรรมใดไว้ไม่ต้องใช้กรรม เมื่อถูกสามีของหญิงคนหนึ่งแทงตาย จึงต้องมาที่ศาลาพันห้องนี้ เพื่อรอการพิพากษาตัดสินขั้นสุดท้ายจากท่านพญายมบาล”
หลวงปู่ได้ฟังแล้วก็บังเกิดสลดสังเวช โธ่เอ๋ย ! กรรมของสัตว์หนอ เพราะความโง่ ความหลงผิด ความจองหอง หยิ่งทะนง อวดดื้อถือดีแท้ๆ ของมนุษย์ เมื่อตายแล้วจึงต้องมารับกรรมเช่นนี้ ขนาดยังอยู่ในระหว่างรอตัดสิน ก็ถูกจองจำ หนักหนาสาโหดถึงเพียงนี้ มิทราบว่าหากรับการตัดสินจากยมบาลแล้ว จะได้รับโทษทัณฑ์สถานหนักสักเพียงไหน ?
หลวงปู่จึงถามจ่ายมบาลว่า “อยากสนทนากับหนุ่มสาวทั้งสองที่ถูกจองจำลงโทษจะได้ไหม?” จ่ายมบาลตอบว่า “สำหรับพระคุณเจ้าแล้ว ! อนุญาตให้ซักถามได้” เมื่อจ่ายมบาลกล่าวอนุญาตแล้ว ทันใด ! เครื่องจองจำเหล็กเผาไฟแดงๆ เหล่านั้นก็หลุดออกจากร่างหนุ่มสาวทั้งสองหายวับไป หนุ่มสาวทั้งสองร่างสั่นเทา สั่นเหมือนลูกนกตกน้ำสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพรากอาบหน้า พากันทรุดกายลงกราบเท้าหลวงปู่ อย่างสำนึกในพระคุณท่านที่ช่วยให้หลุดจากเครื่องจำจองทรมานอันทารุณหฤโหด
“หลวงพ่อเจ้าขา ! ช่วยดิฉันด้วย” หญิงสาวร้องวิงวอน ด้วยเสียงสั่นระริกสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสารมาก
“สีกาจะให้อาตมาช่วยอย่างไร?” หลวงปู่ถาม
หญิงสาวฟูมฟายน้ำตานองหน้ากล่าวว่า
“ดิฉันยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดู อายุยังน้อย อยากกลับไปเกิดในโลกมนุษย์อีก หลวงพ่อได้โปรดช่วยให้ดิฉันกลับเข้าไปร่างเดิม ที่ยังไม่ได้เผาด้วยเถิดนะ พระเจ้าค่ะ”
“สีกาตายแล้ว ! เจ้ายังจำชาติที่แล้วของเจ้าสมัยที่เจ้ายังเป็นมนุษย์ได้ดีอยู่หรือ?”
 “ยังจำได้ดีทุกอย่าง เหมือนนอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นจำตัวเองได้ จำลูกได้ จำญาติพี่น้องมิตรสหายได้หมดแต่พูดจากับพวกเขาไม่ได้ เวลาจะไปไหนต้องมีผู้คุมคอยควบคุมตัวไป ก่อนที่ยังไม่ตายนั้น ดิฉันไม่เคยเชื่อเลยที่ว่าความตายไม่ใช่การสิ้นสูญ คิดแต่ว่าตายแล้วก็หมดกัน”
“แท้จริงเรานั้นตายแล้ว แต่เป็นอีกชีวิตหนึ่งคือ ร่างวิญญาณที่ยังสามารถจำความเดิมได้ดีทุกอย่าง”
อาตมภาพอยากจะช่วย แต่เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของท่านพญายมบาล อาตมาจะช่วยสีกาได้อย่างเดียวคือ เมื่อกลับไปเมืองมนุษย์แล้ว จะแผ่ส่วนบุญกุศลมาให้”
หลวงปู่กล่าวฉันท์เมตตา หญิงสาวรู้สึกผิดหวังที่ไม่อาจกลับเข้าไปในร่างเดิมในโลกมนุษย์ได้อีก ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญโศกเศร้าน่าสังเวช ! หลวงปู่จึงเอ่ยถามชายหนุ่มบ้างว่า “โยมจะให้อาตมภาพช่วยอะไรได้บ้าง?”
ร่างวิญญาณของชายหนุ่มผู้ถูกแทงตาย เพราะเป็นชู้กับเมียผู้อื่น คลานเข้ามากราบลงบนหลังเท้าของหลวงปู่คำคะนิง แล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า
“กระผมผิดไปแล้วพระคุณเจ้า ! กว่าจะรู้สึกตัวว่าเป็นคนชั่วช้าก่อกรรมทำเวรกับคนอื่นไว้มาก ก็มารู้เอาเมื่อตายแล้ว ! กระผมไม่ขออะไรมาก ขอให้พระคุณเจ้าแผ่ส่วนกุศลมาให้กระผมบ้าง เพื่อที่กระผมจะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจในยามทุกข์”
“ได้ ! อาตมาจะแผ่ส่วนกุศลมาให้”
จากนั้นหลวงปู่ก็ออกเดินต่อไป จ่ายมบาลอธิบายให้ฟังว่า “ในกรงเหล็กที่เป็นแนวยาวเหยียดนี้ คุมขังพวกนักโทษที่รอการตัดสินทั้งนั้น บ้างก็เคยฆ่าพ่อ ตีแม่ บ้างก็ปล้นฆ่า ลักขโมย หลอกลวงปลิ้นปล้อนต้มชาวบ้าน ฉุดคร่าอนาจาร หลอกลวงพระสงฆ์องคเจ้าให้สึกหาลาเพศมาเป็นสามีแห่งตน และที่ทำให้พระต้องปาราชิกก็มี บ้างก็แย่งสามีเขา วายาพิษเมียหลวง มีคดีโทษต่างๆ นับไม่ถ้วน”
“เพราะมนุษย์ชายหญิงทุกวันนี้ไม่เชื่อในบุญในบาป ทำการทุกสิ่งทุกอย่างตามอำเภอใจ ไม่มียับยั้ง บันยะบันยัง ไม่คำนึงถึงศีลธรรมดีงาม คนเหล่านี้เมื่อตายแล้ว จึงต้องพากันหลั่งไหลมาสู่ศาลาพันห้องแน่นขนัดทุกวัน” ฉะนั้น ก่อนที่เราจะเหลือเพียงวิญญาณที่เรียกร้องสุคติภูมิด้วยความสิ้นหวัง จะไม่บังเกิดแก่เราผู้ไม่ประมาทเป็นแน่นอน ด้วยปัจจุบันเร่งรีบสร้าง ทาน ศีล ภาวนา

หมู่สัตว์ร้องทุกข์
หลวงปู่ออกเดินชมต่อไป รู้สึกว่าเดินตัวเบาหวิว เท้าไม่แตะพื้น เคลื่อนไถลไปอย่างรวดเร็ว เบา นุ่มนวล สบายอย่างยิ่ง มาถึงที่แห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงหมู่สัตว์อื้ออึง ระงมเซ็งแซ่ไปหมด เสียงเป็ด ไก่ สุนัข วัว ควาย หมู ม้า ช้าง พวกสัตว์เหล่านี้กำลังส่งเสียงร่ำร้องเป็นภาษามนุษย์กล่าวโทษโจทก์ฟ้องร้องจ่ายมบาลว่า “พวกมนุษย์ที่ขาดศีลธรรมได้ทำร้ายและทรมานพวกมันอย่างไรบ้าง?”
มีช้างสารเชือกหนึ่ง ยืนแกว่งหัวอันใหญ่โตไปมา มันร้องทุกข์เป็นภาษามนุษย์ว่า มนุษย์ใจดำ อำมหิตมาก เอาตะขอเหล็กสับหัวมันจนเลือดไหลได้รับความเจ็บปวด

นอกจากนั้น มนุษย์ยังเอาปลอกขาใส่มัน ทำให้เดินไม่สะดวก แล้วยังเอาบ้านเรือนขึ้นไปปลูกใส่หลังมัน (หมายถึงเอากูบใส่หลัง) มันเรียกร้องให้จ่ายมบาลเอาตัวมนุษย์คนนั้นมาลงโทษให้จงได้
หลวงปู่ได้ฟังแล้วก็สลดใจ ! เพิ่มพูนความเชื่อมั่นในกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแน่นแฟ้นว่า มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายตายแล้วต้องเกิดอีก บาปมีจริง บุญมีจริง นรกมีจริง จิตวิญญาณเป็นธาตุเดิมแท้ ส่วนร่างมนุษย์ร่างสัตว์ต่างๆนั้น เป็นเพียงพาหนะ หรือหุ่นสรีระยนต์สำหรับให้จิตวิญญาณเข้าสิงสู่ในแต่ละภพชาติเท่านั้น เช่น ชาติก่อนเกิดเป็นช้าง ชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ ชาติหน้าเกิดเป็นเทวดา หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามอำนาจบุญกรรมนำแต่ง
เมื่อเรามารู้ความจริงเสียแล้วเช่นนี้ ก็ควรจะนำความรู้นี้กลับไปเที่ยวบอกกล่าว สั่งสอนมนุษย์ทั้งหลายให้รู้ความจริง จะได้เลิกเบียดเบียน กดขี่ข่มเหง ทำทารุณสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เช่น วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง ม้า เป็นต้น เพราะทุกชีวิตต่างก็มีจิตวิญญาณ

นางงามนางแบบ
หลวงปู่เดินเที่ยวชมเมืองนรกต่อไป เห็นสถานที่แห่งหนึ่งสว่างไสวรุ่งโรจน์ดุจแสงฟ้าแลบอยู่ แปลบปลาบยกพื้นเวทีกว้าง สะพานทอดยาวโค้งลงไปในสระน้ำอันกว้างใหญ่ สระน้ำนั้นลุกไหม้เป็นเปลวไฟแดงฉานโชติช่วง น่าสะพรึงกลัว ! ก็รู้ว่าเป็นขุมนรก บนสะพานนั้นมีหญิงสาวรูปร่างอรชรสวยงามจำนวนมาก พากันเดินจากเวทีมีม่านผืนใหญ่มหึมา หญิงสาวเหล่านั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม และหลงใหลยึดถือว่าร่างกายตัวตนนั้นแสนงดงามเดินนวยนาดทอดขา ลงจากเวทีมาตามสะพาน
จ่ายมบาลอธิบายว่า “มนุษย์หญิงเหล่านี้เป็นพวกนางงามนางแบบ กำลังเดินโชว์ร่างกายและเสื้อผ้า” หลวงปู่ยืนงุนงงประหลาดใจยิ่ง เพราะนางงาม นางแบบเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามฉูดฉาดสะดุดตาเหล่านั้น เดินเรียงรายตามกันออกไปยืนอยู่กลางสะพาน แล้วเปลื้องเสื้อผ้าออก เหลือแต่ร่างกายล่อนจ้อน อุจาดนัยน์ตา แต่ละนางเรือนร่างล้วนสวยงาม ด้วยส่วนสัดปานนางฟ้า
จากนั้น ก็มีนกอินทรีย์ตัวใหญ่บินมาจากไหนก็ไม่รู้ ตานกอินทรีย์แดงฉาน พวยพุ่งออกมาเป็นเปลวไฟ มันบินเข้ามาตรงหน้าหญิงสาวแต่ละนางที่ยืนเปลือยกายอยู่ แล้วใช้จะงอยปากอันคมกริบนั้นจิกเข้าที่หน้าผากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว และกระชากทีเดียว !
หนังศีรษะและเส้นผมก็ลอกออกมา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กลายเป็นหนังทั้งแผ่น หญิงสาวนางนั้นส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด สุดแสนทุกข์ทรมาน ปวดแสบปวดร้อนเหลือคณา !
ชีวิตจิตวิญญาณไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จะต้องมารับกรรมสาหัสเช่นนี้ ถ้าพูดได้ก็อยากเตือนรุ่นน้องๆ ว่า “อย่าได้มารับกรรมเหมือนข้าพเจ้าเลย”
เมื่อนกอินทรีย์จิกลอกเอาหนังออกไป ก็เหลือแต่ร่างที่แดงฉานไปด้วยเลือด น่าขยะแขยง ! ชวนขนพองสยองเกล้า จะมองหาความงามเมื่อตะกี้นี้ไม่พบเลย นกอินทรีย์ได้จิกกินเอาตาทั้งสองข้างก่อน แล้วจิกเอาเนื้อแดงๆออกมา เผยให้เห็นอวัยวะภายในคือ ตับไตไส้พุง ชวนให้อยากอาเจียน จากนั้นนกอินทรีย์จิกกินตับไตไส้พุงจนหมดสิ้น ! เหลือแต่ร่างโครงกระดูกยืนสั่นสะท้านอยู่
ฝ่ายหญิงสาวคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็มีความหวาดกลัวตายอย่างสุดขีด ! พากันกระโดดหนีลงไปในสระนรกที่เป็นเปลวไฟลุกโชติช่วงแดงฉานนั้น ก็ถูกเปลวไฟนรกลุกเผาไหม้ ส่งเสียงร้องกรีดแหลมระเบ็งเซ็งแซ่ด้วยความเจ็บปวด แล้วก็มีเหล็กคล้ายหอกเผาไฟแดงๆ แทงทะลุร่างหญิงสาวเหล่านั้น ส่งขึ้นมาจากขุมไฟนรก ร่างที่ไหม้เหลือแต่กระดูกขาวโพลนก็กลับกลายร่างเป็นหญิงสาวสวยงามเหมือนเดิม มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่สะดุดตาเหมือนเดิมทุกอย่าง
ต่อจากนั้นก็ถูกนกอินทรีย์โผบินเข้าจิก กระชากเสื้อผ้าออกเหลือแต่กายเปลือยล่อนจ้อน แล้วจิกหนังลอกออกทั้งแผ่น จิกกินเนื้อกินตับไตไส้พุงเหมือนที่กระทำกับหญิงสาวคนแรก ส่วนหญิงสาวคนอื่นๆ มีความหวาดกลัว ส่งเสียงหวีดร้องวุ่นวายระเบ็งเซ็งแซ่นั้น จะวิ่งหนีไปทางไหนก็ไม่ได้ เพราะมีหอกเผาไฟแดงๆ พุ่งแทงขึ้นมาจากขุมนรก มีเพลิงจี้สกัดหน้าสกัดหลังไว้รอบข้างไปหมด
          หลวงปู่สลดสังเวชเป็นที่ยิ่ง ! ไม่ทราบว่าหญิงสาว เหล่านี้มีความผิดสถานใด? ถึงต้องมาถูกลงโทษอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตสยดสยองแสนเหี้ยมเกรียมถึงปานนี้ !
            จ่ายมบาลล่วงรู้วาระจิต จึงตอบว่า “หญิงสาวเหล่านี้สมัยเป็นมนุษย์ชอบประพฤติตนทางอนาจาร คือ อวดร่างกายของตน เปลือยร่างต่อสาธารณะ และหลงใหลลุ่มหลงในเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องตกแต่งประดับกายอย่างไม่ลืมหูลืมตา สามารถกระทำชั่วได้ในทุกสิ่งเพื่อแสวงหาเงินมาซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ประดับตัวเองอวดคนอื่น เป็นผู้หญิงประเภทฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่รู้จักศาสนาคำสั่งสอนของศาสดาองค์ใด ไม่เชื่อในคุณความดีใดๆ ไม่ละอายแก่ใจ เชื่อแต่ว่าเกิดมาชาตินี้ชาติเดียว ต้องแสวงหาความสุขให้เต็มที่ กิน ถ่าย เสพกาม และนอนเท่านั้น อย่างอื่นไม่คิด ชาติหน้าไม่มี บาปบุญไม่มี นรกไม่มี พอใจแต่จะทำตามกิเลสของตน ฉะนั้น เมื่อหญิงสาวเหล่านี้ตายแล้ว จึงมาเสวยกรรมในนรกเช่นนี้"

มนุษย์นรก
          หลวงปู่คำคะนิงได้เดินเที่ยวชมดูต่อไป พวกจ่ายมบาล หรือผู้คุมนักโทษ ในแดนต่างๆ แสดงกิริยานอบน้อม นิมนต์ให้หลวงปู่ได้ดูชมสะดวกใจ ได้พบเห็นสัตว์นรกรูปร่างแปลกๆ น่าเกลียด น่าขยะแขยง สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อถึงคราวอานุภาพของ “ศีลห้า” ที่เคยสะสมไว้หลายแสนหลายร้อยชาติ ติดตามมาส่งผลให้ถึงในนรกสัตว์นรกเหล่านี้ก็จะได้รับผลบุญของศีลห้านั่นคือ “ร่างกาย” จะเปลี่ยนสภาพจากสัตว์นรก เปลี่ยนภูมิไปเกิดในโลกมนุษย์ทันที ! สัตว์นรกที่ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์นี้ จะเกิดเป็นมนุษย์ที่มีสภาวะจิตดุร้าย เหี้ยมอำมหิตเป็นส่วนมาก มีน้อยที่จะมีจิตใจสำนึกผิด มีเมตตากรุณา
       เมื่อสัตว์นรกเหล่านี้มาเกิดเป็นมนุษย์ แม้ผลบุญจะอำนวยให้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์อัครฐานบ้าง เกิดในตระกูลร่ำรวยมหาเศรษฐีบ้าง ตระกูลปานกลางบ้าง ตระกูลต่ำบ้าง แต่จิตใจวิญญาณก็จะเหี้ยมอำมหิตอยู่เหมือนเดิม วิญญาณสัตว์นรกที่ไปเกิดเป็นมนุษย์เหล่านี้แหละ ที่ไปสร้างความเดือดร้อนให้สังคมมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย และก็จะมีอยู่สืบไปจนกว่าโลกจะแตกสลาย มันเป็นตามกฎของสังสารวัฏอันหาที่สุดที่ปลายมิได้ เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์โลกทั้งหลายที่จะต้องเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายทั้งหลาย จ่ายมบาลอธิบายให้หลวงปู่คำคะนิงฟัง
          ศีลห้าสู่สวรรค์
          หลวงปู่คำคะนิงท่องเที่ยวต่อไป ถึงทางแยกแห่งหนึ่ง จ่ายมบาลบอกว่า “ตรงนี้เป็นชุมทางไปสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ เส้นทางเป็นสายรุ้งพุ่งจากพื้น เป็นวงโค้งขึ้นไปในอากาศนั้น เป็นเส้นทางสำหรับผู้เจริญวิปัสสนาได้บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน เมื่อตายแล้ว ต้องขึ้นเส้นทางนี้ไปสู่สวรรค์เบื้องสูงสำหรับอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ที่เป็นอู่ทอง อู่แก้วคล้ายบุษบก มีสายชักขึ้นและชักลงจากพื้นดินไปในอากาศนั้น เป็นอู่ยนต์สำหรับผู้ที่จะไปสวรรค์ ตามกำลังบุญวาสนา ที่สร้างไว้สมัยเป็นมนุษย์นั่นเอง !
          อู่ทอง อู่แก้ว อันสวยงามรุ่งเรืองนี้ ! เลื่อนขึ้นเลื่อนลงรับผู้มีวาสนาขึ้นสู่สวรรค์อยู่ตลอดเวลา แสดงว่า “แม้จะมีคนบาปหนาตกนรกมากจนมืดฟ้ามัวดิน ขณะเดียวกันก็มีคนดีๆ ขึ้นสวรรค์มากเหมือนกัน” นอกจากอู่ทองคำ อู่แก้วบุษบกแล้ว ยังมีบันไดเงินบันไดทอง และบันไดแก้ว แพรวพรายทอดขึ้นสู่ท้องฟ้าไปสรวงสวรรค์ เมื่อคนขึ้นไปแล้ว บันไดวิเศษเหล่านี้ก็จะลอยเลื่อนขึ้นไปจนสุดสายตาจ่ายมบาลบอกว่า “ผู้ที่จะขึ้นสวรรค์ได้ต้องตั้งใจถือศีลห้าเคร่งครัดเป็นอย่างน้อย มีจิตมั่นคงในพระรัตนตรัยไม่คลอนแคลน มีใจบุญสุนทรทานเมตตาต่อผู้อื่น ผู้คนผู้มีบุญวาสนาที่กำลังรอขึ้นสวรรค์ มีทั้งหญิงและชาย เป็นเด็กเล็กก็มี หนุ่มสาวก็มี คนเฒ่าคนแก่ก็มี คนเหล่านี้มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส อิ่มเอิบเบิกบานสดใส แต่งกายสวยงามประณีต มีรัศมีออกจากกายรุ่งเรืองคล้ายหิ่งห้อยตัวใหญ่ พวกเขาล้วนได้ผ่านการพิพากษาตัดสินมาจากศาลาพันห้องแล้ว จึงมีสิทธิจะขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าได้ เพื่อได้รับการมีอินทรีย์สวยงามผ่องใส”

          หลวงปู่คำคะนิงหยุดมองดูอย่างตะลึงตะลาน เพราะเส้นทางขึ้นสู่สวรรค์นั้น สวยงามอัศจรรย์สุดที่จะพรรณนา ! เห็นเป็นเส้นแสงสีต่างๆ เป็นเส้นโค้ง สวยงามยิ่งกว่าสายรุ้ง หลวงปู่อดแปลกใจไม่ได้ว่า “ในขณะที่ดวงวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลายหลั่งไหลไปเมืองนรกนั้น ในเวลาเดียวกันก็มีดวงวิญญาณของมนุษย์ที่ทำดี มีบุญญาธิการหลั่งไหลไปสวรรค์อยู่มากเหมือนกัน แต่เทียบดูแล้วคนไปสวรรค์มีอยู่น้อยมาก ส่วนคนที่ไปนรกนั้นมีมากกว่า”
          จ่ายมบาลบอกว่า “ผู้ที่จะขึ้นสวรรค์ต้องยึดถือมั่นคงในการกระทำดี สวามิภักดิ์ต่อศาสนาที่ตนนับถืออย่างแน่นแฟ้น ถ้าเป็นพุทธศาสนิกชนจะต้องมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๘ มีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์ มีจิตใจนุ่มนวลงดงามยึดมั่นเคารพในพระรัตนตรัยจริงๆ จึงจะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ชั้นอมรอย่างแน่นอน”
         
สัมภเวสี
          ออกจากชุมทางไปสวรรค์แล้ว ก็มาถึงทางสามแพร่งอันอ้างว้างเยือกเย็น เป็นดินแดนอันแห้งแล้งชวนให้หดหู่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก มีผู้คนทั้งหญิงและชายมากมายทุกเพศทุกวัย นั่งบ้าง ยืนบ้าง ที่นอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นดินก็มีมาก ทุกคนต่างส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญพร่ำพิไรรำพันต่างๆ นานา ดังระงมไปหมด มิทราบว่า พวกเขามีทุกข์โศกอันใดนักหนา ? จึงได้ออกอาการเช่นนี้
          จ่ายมบาลอธิบายให้ฟังว่า “คนเหล่านี้ล้วนตายโหงมาทั้งนั้น เป็นพวกวิญญาณที่ตายก่อนถึงกำหนดอายุขัย เพราะถูกบาปกรรมหนักตามตัดรอนชีวิต เมื่อตายโหงแล้วก็ไปยังศาลาพันห้อง แต่พญายมราชไม่อาจตัดสินได้ เพราะพวกนี้ตายก่อนกำหนด จึงได้ขับไล่ส่งให้มาอยู่ตรงชุมทางสามแพร่งนี้ เพื่อให้เที่ยวเร่ร่อนไปในโลกมนุษย์ก่อน รอเวลาที่จะถูกตัดสินให้ไปผุดไปเกิด พวกผีตายโหงหรือวิญญาณตายโหงนี้ เรียกว่าพวก “สัมภเวสี” คือ ผู้แสวงหาที่เกิด แต่ยังหาที่เกิดไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รับการพิพากษาตัดสิน ก็เที่ยวตระเวนเรื่อยไป เที่ยวหลอกมนุษย์บ้างเพื่อแสดงคนขอส่วนบุญ ที่เที่ยวหลอกหลอนด้วยความอาฆาตพยาบาทบ้างก็มีเยอะ ! แล้วแต่อุปนิสัยดั้งเดิมของเขา ว่าเป็นพาลมากน้อยเพียงใด ?”
   เมื่อเที่ยวชมพอสมควรแล้ว จ่ายมบาลก็เตือนให้หลวงปู่คำคะนิงรีบกลับคืนสู่ร่างมนุษย์เสียเถิด เพราะแดนนรกหมกไหม้นั้นยังมีอีกมากมาย เที่ยวไม่จบสิ้นง่ายๆ หรอก พอตั้งใจว่าจะกลับ ก็กลับมาถึงวัดถ้ำคูหาสวรรค์ในโลกมนุษย์โดยเร็ว

เมื่อมาถึงวัดก็เห็นร่างของตัวเองงองุ้มหมอบฟุบอยู่กับอาสนะ เป็นลักษณะของคนที่สิ้นลมหายใจ จึงหยุดพิจารณาดู เห็นร่างของตัวเองใส คล้ายแก้วโปร่งแสง แต่ชราภาพหนังเหี่ยวย่น มองเห็นตับไตไส้พุงหมด เห็นเส้นเอ็นทุกเส้น กระดูกทุกชิ้นในร่างกาย เห็นเลือดแดงฉานเอิบอาบอยู่ทุกส่วน เมื่อได้พิจารณาดูสังขาร ร่างกายของตนเองแล้วก็รู้สึกขยะแขยง แถมยังมีกลิ่นเหม็นเหมือนหมาเน่า โอ้หนอ “ร่างกายของคนเรานี้มันเป็นโพรงเก็บอวัยวะของเหม็นเน่าสกปรกไว้แท้ๆ คนเรายังมาหลงรักหลงกอดร่างมนุษย์ด้วยกันอยู่ได้ ยิ่งเป็นร่างของตัวเอง ก็ยิ่งรักยิ่งหลง นี่เป็นความหลงผิดแท้ๆ”
          ความจริง ธรรมชาติร่างกายเปรียบเหมือนที่อยู่อาศัยหรือ พาหนะชั่วคราว ที่จิตวิญญาณอาศัยท่านั้น ตัวเราที่แท้จริงคือ “จิตวิญญาณ” ที่ยังยึดอยู่ใน โลภะ โทสะ โมหะ ร่างในความเป็นมนุษย์นี้สกปรก สู้ร่างที่เป็นกายทิพย์ไม่ได้ เพราะกายทิพย์ที่จิตวิญญาณอาศัยไปเที่ยวชมแดนยมโลกนี้ เป็นกายทิพย์ที่โปร่งใส มีรัศมีเรืองรองดุจประกายดาว คิดจะไปไหนมาไหน ก็ไปได้รวดเร็วดังใจนึก อยากรู้ อยากเห็นอะไร ก็สามารถรู้ได้เห็นได้ รวดเร็ว ไม่ติดขัด
          เมื่อพิจารณาดูซากร่างความเป็นมนุษย์ของตนแล้ว ทำให้ไม่อยากกลับเข้าสู่ร่างเดิม เพราะมีกลิ่นเหม็นเน่า น่ารังเกียจขยะแขยงเหลือทน ! แต่แล้วก็มาคิดได้ว่าเรายังสร้างสมบุญบารมีในโลกยังไม่เพียงพอ จะทิ้งร่างมนุษย์ไปยังไม่ได้ แม้แต่พญายมยังไล่ให้เรากลับมาสร้างบุญบารมีเพิ่มเติมเลย ฉะนั้น ถึงแม้ร่างกายจะแก่ชราคร่ำคร่า มีกลิ่นเหม็นเน่าสกปรกโสโครกก็ตามเถอะ ! เราต้องฝืนใจกลับเข้าสิงสู่อยู่ในร่างนี้อีก เพื่อประพฤติพรตพรหมจรรย์ ปฏิบัติธรรมความดีสืบต่อไป
          เพียงนึกเท่านี้ก็รู้สึกวูบหวิวไปชั่วขณะจิต คล้ายจะหมดสติไปชั่ววูบ มารู้สึกตัวในชั่วขณะจิต ต่อมาก็พบว่าจิตได้เข้าสิงร่างเดิมแล้วและเคลื่อนไหวได้ เมื่อตายแล้วฟื้น ญาติโยมทายกทายิกาทั้งหลายก็ดีอกดีใจกันใหญ่ หลั่งไหลกันมาฟังเทศน์ฟังธรรม หลวงปู่คำคะนิงก็เล่าให้ฟังว่า มรณภาพแล้วไปไหนบ้าง ขอให้ทายกทายิกาศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อเถิดว่าบาปบุญมีจริง เวลาตายไปแล้วจิตวิญญาณก็พาไปพบสวรรค์จริงๆ นรกจริงๆ ยังจดจำตัวเองได้ชัดเจนหมดทุกอย่าง
          ขอให้ทายกทายิกาศรัทธาทั้งหลาย ! จงอย่าได้ประมาท อย่าได้ประพฤติชั่วผิดศีลธรรมเลย เพราะถ้าประพฤติผิดศีลธรรม ทำแต่กรรมชั่วแล้ว จะไปถูกลงโทษในแดนนรกจริงๆ เพราะหลวงปู่ไปเห็นมาแล้ว ขอให้ทุกคนเร่งรีบทำความดี ประพฤติอยู่ในศีลกินในธรรมเร็วๆ เข้า จะได้ไปสวรรค์ชั้นฟ้า เมื่อเราตายไปแล้ว
อย่าผัดวันประกันพรุ่งในการปฏิบัติธรรม เพราะความตายอาจจู่โจมมากะทันหันเมื่อไรก็ได้
ขณะมีชีวิตอยู่จงรีบเร่งให้ทาน ปฏิบัติศีลและเจริญจิตภาวนาเสียเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้ทำ โดยตายกะทันหัน เพราะถูกบาปกรรมตัดรอน ต้องทุกขเวทนาเป็นสัมภเวสี อย่างหลวงปู่ไปเห็นมาแล้ว น่าเวทนาเป็นที่สุด ลูกหลานที่รักพึงสังวรด้วยปัญญาเถิด
จากการตายไปเห็นนรก และได้พบสภาพอันน่าอเนจอนาจแล้ว ทำให้หลวงปู่เพิ่มความเชื่อมั่นในกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ขอลูกหลานญาติโยมทั้งหลาย จงเชื่อเถิดว่า
“บาปมีจริง บุญมีจริง นรกมีจริง สวรรค์มีจริง จิตวิญญาณเป็นธาตุเดิมแท้ ส่วนร่างมนุษย์ ร่างสัตว์ต่างๆนั้นเป็นเพียงพาหนะ หรือหุ่นสรีระยนต์สำหรับให้จิตวิญญาณเข้าสิงสู่ เพื่ออาศัยเพียงชั่วคราวในแต่ละภพแต่ละชาติเท่านั้น”
ดังนั้น จึงไม่ควรประมาทในการเร่งรีบขวนขวายทำคุณงามความดี จนถึงที่สุดสามารถของตน
ยิ่งได้ทราบว่า มีบัญชียมโลกบันทึกพฤติกรรมทั้งกาย วาจา ใจ ทุกอย่างของทุกคนในโลกมนุษย์ โดยอัตโนมัติอย่างเที่ยงธรรมสุจริตยิ่ง ทำให้ทุกคนจำต้องยิ่งระมัดระวังเลือกทำแต่เฉพาะสิ่งที่ดีงามเท่านั้น เพื่อบัญชีทิพย์ของเราจักได้สวยงาม ไม่มีอกุศลกรรมมามัวหมอง ขณะที่ยังมีโอกาสโชคดี จึงไม่ยอมละโอกาสในการสร้างมหากุศลให้คุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนาอันแสนวิเศษสุด ในชาติปัจจุบันนี้

บทความต่อไป หลวงปู่จันทา

3 ความคิดเห็น:

  1. ขอบใจหลายที่เอาสิ่งที่แสนดีแบบนี้มาลงบอกสอนกัน ขอให้ผู้เขียน และ เจ้าของ บล็อกนี้ได้รับบุนหลายๆเดี..............สาทุ

    ตอบนำออก
  2. รีบคิดดีทำดี อย่าได้ช้า

    ตอบนำออก
  3. อนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ..

    ตอบนำออก